ชมรมทรูปลูกปัญญา(โรงเรียนบ้านโป่งกระทิงบน)

งาน/โครงการ      ชมรมทรูปลูกปัญญา
แผนงาน       งานวิชาการ
ลักษณะของโครงการ     กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ชมรมทรูปลูกปัญญา
หน่วยงานที่รับผิดชอบ     โรงเรียนบ้านโป่งกระทิงบน
ผู้รับผิดชอบ     นางสาวดรุณี   มิ่งสมร
ระยะเวลาการดำเนินงาน   พฤษภาคม 2553  –  มีนาคม  2555

หลักการและเหตุผล
 โรงเรียนบ้านโป่งกระทิงบนเริ่มก่อตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ.2507 โดยกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนเขต 7 ใช้ชื่อว่า “โรงเรียนตำรวจชายแดนอนุเคราะห์ที่ 8 มีอาคารเรียน 1 หลัง 3 ห้องเรียนและได้โอนมาสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดราชบุรี กระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2521 และเปลี่ยนชื่อเป็น “โรงเรียนบ้านโป่งกระทิงบน”  ปัจจุบันโรงเรียนจัดการศึกษา 3 ระดับ คือ ระดับก่อนประถมศึกษา อนุบาล 1–2 ระดับประถมศึกษาปีที่ 1-6 และระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1–3
ปัจจุบันมีครู  15  คน  มีนักเรียน  463  คน  เปิดสอนตั้งแต่ชั้นอนุบาล 3  ขวบ   ถึง  มัธยมศึกษาปีที่  3 

เนื่องจากโรงเรียนมีข้อจำกัดเรื่องบุคลากร  การจัดการเรียนการสอนและการพัฒนาด้านวิชาการได้ดำเนินไปตามวัตถุประสงค์ของการเปลี่ยนแปลงการปฏิรูปการศึกษา  พ.ศ.2542 แต่โรงเรียนมีข้อจำกัดเรื่องบุคลากร  รวมทั้งเป็นโรงเรียนขยายโอกาสอยู่ในชนบทยังขาดแคลนสื่อและอุปกรณ์ที่จะใช้ในการพัฒนาการเรียนการสอนอีกจำนวนมาก  ทางโรงเรียนมีความเพียรพยายามที่จะจัดการศึกษาให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด  และได้ให้บุคลากรร่วมกันจัดเลือกแนวทางการเรียนการสอนที่จะส่งผลต่อการพัฒนาการเรียนของเด็กโดยตรง  โดยวิเคราะห์ร่วมกันกับคณะครูแล้ว เห็นว่าโครงการ“ทูรปลูกปัญญา”เป็นโครงการที่ดีมาก สามารถสนองตอบวัตถุประสงค์ของหลักสูตรการศึกษาที่เป็นนโยบายของรัฐโดยเฉพาะนโยบายเรื่องการส่งเสริมการอ่านและการสืบค้นความรู้  จากเครื่องมือเทคโนโลยีทางการศึกษา  และทราบว่าโครงการ “ทูรปลูกปัญญา” ได้เปิดโอกาสให้โรงเรียนทั่วประเทศเข้าร่วมโครงการ“โรงเรียนต้นแบบทรูปลูกปัญญา”     ประจำปี  2553  โรงเรียนบ้านโป่งกระทิงบน  ได้จัดตั้งชมรมทรูปลูกปัญญาขึ้น  เพื่อเอื้อต่อการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนได้ตรงตามความต้องการของนักเรียน ทางโรงเรียนจึงขอสมัครเข้าร่วม“โรงเรียนต้นแบบ ทรูปลูกปัญญา” ประจำปี 2553 ซึ่งโรงเรียนจะได้ใช้เป็นทางเลือกในการแก้ปัญหาการขาดแคลนบุคลากรและความเสมอภาคในการจัดการเรียนการสอนของชาติ ได้เป็นอย่างดียิ่งเพื่อยังผลให้เกิดประโยชน์ต่อนักเรียน และเยาวชนในเขตบริการได้พัฒนาทั้งด้านเทคโนโลยีและสื่อการสอนที่ทันสมัย 

2.  วัตถุประสงค์
 2.1  เพื่อให้นักเรียนได้มีโอกาสมองเห็นโลกกว้าง  รับข่าวสาร  ข้อมูล  สาระ  ความรู้จาก
       ช่องรายการเพื่อทัดเทียมกับเด็กนักเรียนในเมือง
 2.2  เพื่อให้นักเรียน  และครูสามารถเข้าถึงข้อมูล  ข่าวสาร  และสาระบันเทิงได้ทั่วถึง
 2.3  เพื่อนักเรียนเข้าสู่การเรียนรู้  พัฒนาศักยภาพของนักเรียนให้สามารถก้าวทันโลก
 2.4  เพื่อจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน (จัดตั้งชมรมทรูปลูกปัญญา)

3.   เป้าหมาย
 เชิงปริมาณ
1. พัฒนาระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มทั้ง  8  สาระ  ให้สูงขึ้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 2
2. พัฒนาทักษะการเรียนรู้และทักษะกระบวนการทั้ง  8  สาระ 
เชิงคุณภาพ
1. ผู้เรียนได้รับการพัฒนาทักษะกระบวนการเรียนรู้ทั้ง  8  สาระ 
2. ผู้เรียนสามารถเรียนรู้และร่วมกิจกรรมชุมนุมทรูปลูกปัญญาได้
3. ผู้เรียนเกิดเจตคติที่ดีต่อการเรียนรู้ในสาระการเรียนรู้  และต่อประเทศชาติ

4.  วิธีดำเนินงาน
กิจกรรม ปีการศึกษา  2553 หมายเหตุ
 พ.ค.
 มิ.ย. ก.ค. ส.ค. ก.ย. ต.ค. พ.ย. ธ.ค. ม.ค. ก.พ. มี.ค. 
1. ประชุมบุคลากรที่เกี่ยวข้องรับทราบ/ขั้นตอนกิจกรรม
2. แต่งตั้งครูรับผิดชอบกิจกรรม
3. กำหนดกิจกรรมในแต่ละสัปดาห์ดังต่อไปนี้
3.1  การเล่านิทานเสียงตามสาย ช่วงพักกลางวัน  ประจำวันพฤหัสของสัปดาห์
3.2 การบอกต่อข่าวสาร  ข้อมูล  สาระ  ความรู้จากช่องรายการเรื่องจากรายการที่ได้รับชม  ให้ชุมชนฟัง 
3.3 การอ่านบันทึกที่สรุปถึงประโยชน์ที่ได้รับจากการรับชมรายการให้ฟังการทายปัญหาจากรายการที่ได้รับชม

4. ปฏิบัติกิจกรรมตามตาราง
5. การวัดผล/ประเมินผล
6. สรุปผล/รายงาน/รวบรวมผลงานนักเรียน 

5.   งบประมาณ
  ขอรับการอนุเคราะห์อุปกรณ์ตามความจำเป็นในการติดตั้งอุปกรณ์รับสัญญาณตามความเหมาะสม

6.   การประเมินผล
ตัวบ่งชี้สภาพความสำเร็จ วิธีการวัด/ประเมินผล เครื่องมือที่ใช้วัดผล/ประเมินผล
1.  ผลการสัมฤทธิ์ด้านการเรียนรู้สูงขึ้น
2.  นักเรียนเข้าร่วมกิจกรรมด้วยความสนใจ
3.  นักเรียนสามารถแสดงขั้นตอนการวิเคราะห์และนำเสนองานได้
4.  นักเรียนเกิดทักษะกระบวนการทางด้านการเรียนรู้และมีเจตคติที่ดีต่อการเรียนรู้ 1.  การสังเกต
2.   การสัมภาษณ์
3.   การตรวจผลงาน
4.   การตอบแบบทดสอบ 1. แบบสังเกตพฤติกรรม
2. แบบสอบถาม
3. แบบทดสอบ
4. ผลงานนักเรียน
 
7.  ผลที่คาดว่าจะได้รับ
7.1  โรงเรียนได้รับการพิจารณาเข้าร่วมโครงการ “โรงเรียนต้นแบบ  ทรูปลูกปัญญา” 
        ประจำปี  2553
7.2    แก้ปัญหาการขาดแคลนสื่อ  อุปกรณ์   บุคลากรและแหล่งเรียนรู้  เพื่อใช้ในการเรียน
         การสอนแบบบูรณาการ
7.3    นักเรียน  ครู  เยาวชน  ชุมชนใช้แหล่งเรียนรู้ร่วมกันและดูแลรักษาให้ก่อเกิด
         ประโยชน์  สูงสุด
7.4    นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น  มีคุณธรรม  และได้มาตรฐานตามเกณฑ์
                       การประเมินของ  สมศ.
7.5    นักเรียน  ครู  เยาวชน  ชุมชน  เข้าถึงสาระความรู้ได้เท่าเทียมกับสังคมในเมือง  และ
         ต่างแดน
8.  ผู้รับผิดชอบโครงการ
 8.1  นายพิทยา คงสุคนธ์        ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านโป่งกระทิงบน
 8.2  น.ส.ดรุณี  มิ่งสมร  ครูผู้สอนประจำวิชาคอมพิวเตอร์
 8.3  นายนิรุทธิ์ จุทาทิพย์             ครูรับผิดชอบห้องคอมพิวเตอร์

9.  การวัดประเมินผล
 โรงเรียนมีสื่อดิจิตอล  พร้อมวัสดุอุปกรณ์การศึกษาที่ทันสมัย  สอดคล้องกับหลักสูตร  กระทรวงศึกษาธิการ  และท้องถิ่น  สนองตอบความต้องการของนักเรียน  เยาวชน  ชุมชน  ทุกกลุ่มคนมีวิสัยทัศน์ที่ดีในการศึกษาหาความรู้  รู้วิเคราะห์ปัญหานำความเจริญก้าวหน้ามาสู่ตนเองท้องถิ่นและประเทศชาติ

      ผู้เสนอโครงการ                                                                    ผู้อนุมัติ

………………………………………………………                           …………………………………………………
            (นางสาวดรุณี   มิ่งสมร)                                                  (นายพิทยา   คงสุคนธ์  )
                      ครู  ผู้ช่วย                                                  ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านโป่งกระทิงบน
การจัดกิจกรรมชมรมทรูปลูกปัญญาโรงเรียนบ้านโป่งกระทิงบน

 กิจกรรมชมรมทรูปลูกปัญญา  เป็นกิจกรรมที่โรงเรียนได้มอบหมายให้  นางสาวดรุณี  มิ่งสมร  ครู  ผู้ช่วย  เป็น  ครูประจำวิชาคอมพิวเตอร์  และครูรับผิดชอบห้องคอมพิวเตอร์บรรณารักษ์จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมให้นักเรียน  ได้มีโอกาสมองเห็นโลกกว้าง  รับข่าวสาร  ข้อมูล  สาระ  ความรู้จากช่องรายการเพื่อพัฒนาศักยภาพของนักเรียนให้ทัดเทียมกับเด็กนักเรียนในเมืองสามารถก้าวทันโลก  ชมรมทรูปลูกปัญญา  เปรียบเสมือนห้องสมุดขนาดใหญ่   เป็นแหล่งเรียนรู้ที่สนับสนุนการเรียนการสอนทั้งในหลักสูตรและนอกเหนือหลักสูตร

วัตถุประสงค์ของการจัดกิจกรรม
1. เพื่อจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน
2. เพื่อส่งเสริมการใช้ชุดอุปกรณ์และสื่อดิจิตอลเพื่อการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง
3. เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ที่ทันเหตุการณ์ทั่วโลก

กิจกรรมชมรมทรูปลูกปัญญาที่โรงเรียนได้ดำเนินการมีดังนี้
7. การเล่านิทานเสียงตามสาย ช่วงพักกลางวัน  ประจำวันพฤหัสของสัปดาห์
8. การบอกต่อข่าวสาร  ข้อมูล  สาระ  ความรู้จากช่องรายการเรื่องจากรายการที่ได้รับชม  ให้ชุมชนฟัง 
9. การอ่านบันทึกที่สรุปถึงประโยชน์ที่ได้รับจากการรับชมรายการให้ฟัง
10. การทายปัญหาจากรายการที่ได้รับชม

ข้อมูล  วัสดุ  คุรุภัณฑ์ที่โรงเรียนมีอยู่
ชุดอุปกรณ์และสื่อดิจิตอลเพื่อการเรียนรู้  จากโครงการทรูปลูกปัญญา

ภาพกิจกรรม
           
โรงเรียนบ้านโป่งกระทิงบน  “ส่งโครงการโรงเรียนต้นแบบทรูปลูกปัญญา”  ประจำปี  2553

โรงเรียนบ้านโป่งกระทิงบน
ม.1  ถ.ชัฏป่าหวาย – โป่งกระทิง
ต.บ้านบึง   กิ่งอำเภอบ้านคา
จังหวัดราชบุรี  70180
โทร.  032-731268
FAX  032-731269
 
ผู้ประสานงาน   น.ส.ดรุณี  มิ่งสมร   ครูโรงเรียนบ้านโป่งกระทิงบน
มือถือ 089-8229218
 
หมายเหตุ  เอกสาร  และบันทึกการใช้งานที่มอบให้เป็นการเริ่มต้นการใช้งานใหม่  เพราะที่โรงเรียนบ้านโป่งกระทิงบนไม่มีครูที่รับผิดชอบโดยตรงเลยใช้บ้างไม่ใช้บ้าง
            แต่นับตั้งแต่เทอมนี้เป็นต้นไปโครงการทรูปลูกปัญญาจะมี  ครูดรุณี  มิ่งสมร  จะเข้ามารับผิดชอบอย่างเต็มตัว  เพราะเป็นนโยบายของท่านผู้บริหารโรงเรียน
            ครูดรุณี  มิ่งสมรจึงจัดตั้งชมรมทรูปลูกปัญญาขึ้น  ให้สอดคล้องกับกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน

Advertisements

นิเทศติมตามโรงเรียนในฝัน

โครงงานเลี้ยงปลานิล

 

 
 
ปลานิล
 
ชื่อภาษาอังกฤษ  Nile Tilapia  
ชื่อทางวิทยาศาสตร์ Oreochromis niloticus 
ถิ่นอาศัย, อาหาร
             ปลานิลเป็นปลาน้ำจืดชนิดหนึ่ง (อยู่ในตระกูล Cichlidac) มีถิ่นกำเนิดเดิมอยู่ที่แอฟริกา พบทั่วไปตามหนอง บึง และทะเลสาบในประเทศซูดาน ยูกันดา แทนแกนยิกาปลานิลเข้าสู่ประเทศไทยครั้งแรกโดยเจ้าชายฮากิฮาโต มงกุฎราชกุมารแห่งประเทศญี่ปุ่น ซึ่งทรงจัดส่งเข้ามาทูลเกล้าถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2508 จำนวน 50 ตัว
รูปร่างและลักษณะนิสัย
              รูปร่างลักษณะคล้ายปลาหมอเทศ ริมฝีปากบนและล่างเสมอกัน มีเกล็ด 4 แถวตรงบริเวณแก้ม และจะมีลายพาดขวางลำตัวประมาณ 9 – 10 แถว มีนิสัยชอบอาศัยอยู่รวมกัน เป็นฝูงตามแม่น้ำลำคลอง หนอง บึง และทะเลสาบ อยู่ได้ทั้งน้ำจืดและน้ำกร่อย มีความอดทน และสามารถปรับตัวให้เข้ากับธรรมชาติได้ง่าย กินอาหารจำพวกไรน้ำ ตะไคร่น้ำ ตัวอ่อนของแมลง
              ในประเทศไทยพบปลานิลสีเหลืองขาว – ส้ม เป็นการผสมข้ามพันธ์ระหว่าง ปลานิลกับปลาหมอเทศ
พฤติกรรม
              อดทน เลี้ยงง่าย โตเร็ว สามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดี
      
ประโยชน์  
              สามารถนำมาปรุงเป็นอาหารได้หลายอย่าง เช่น ทอด ต้ม แกง ตลอดจนทำน้ำยาได้ดีเท่ากับเนื้อปลาช่อน ทำเป็นปลาเค็มตากแห้งแบบปลาสลิด ปลากรอบ ปลาร้า ปลาเจ่า ปลาจ่อมหรือปลาส้ม

 
  
 
 
 

  
 
 
 

  
 
ปลานิล (Oreochromis nilotica) เป็นปลาน้ำจืดชนิดหนึ่ง ซึ่งมีคุณค่าทางเศรษฐกิจนับตั้งแต่ปี 2508 เป็นต้นมา เป็นปลาที่เลี้ยงง่าย เจริญเติบโตเร็ว และเป็นที่นิยมของผู้บริโภค เนื้อปลามีรสชาติดี ปัจจุบันเกษตรกรนิยมเลี้ยงปลานิลกันอย่างกว้างขวาง ซึ่งการเพาะเลี้ยงปลานิลของไทยส่วนใหญ่เป็นการเลี้ยงในบ่อดิน ส่วนที่เหลือนั้นเลี้ยงในนาข้าวและร่องสวน
รูปร่างลักษณะ
 
ภาพจาก: The Institute for the Promotion of Teaching Science and Technology (IPST)
รูปร่างของปลานิลคล้ายกับปลาหมอเทศ แต่ลักษณะพิเศษของปลานิลมีดังนี้คือ ริมฝีปากบนและล่างเสมอกัน ที่บริเวณแก้มมีเกล็ด 47 แถว ตามลำตัวมีลายขวางจำนวน 9-10 แถบนอกจากนั้น ลักษณะทั่วไปมีดังนี้ ครีบหลังมีเพียง 1 ครีบ ประกอบด้วยก้านครีบแข็งและก้านครีบอ่อนเป็นจำนวนมาก ครีบก้นประกอบด้วยครีบแข็งแลอ่อนเช่นกัน มีเกล็ดตามแนวเส้นข้างตัว 33 เกล็ด ลำตัวมีสีเขียวปนน้ำตาล ตรงกลางเกล็ดมีสีเข้ม ที่กระดูกแก้มมีจุดสีเข้มอยู่จุดหนึ่ง บริเวณส่วนอ่อนของครีบหลัง ครีบก้น และครีบหางนั้นจะมีจุดสีขาวและสีดำตัดขวางแลดูคล้ายลายข้าวตอก
การเพาะพันธุ์ปลานิล
การเพาะพันธุ์ปลานิลให้ได้ผลดีและมีประสิทธิภาพ ต้องได้รับการเอาใจใส่และมีการปฏิบัติใน ด้านต่าง ๆ เช่น การเตรียมบ่อ การเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ การตรวจสอบลูกปลา และการอนุบาลลูกปลา สำหรับการเพาะปลานิลในบ่อดินมีวิธีการ ดังต่อไปนี้
1. การเตรียมบ่อเพาะพันธุ์ บ่อดินที่ใช้เป็นบ่อเพาะปลานิลควรเป็นบ่อรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีเนื้อที่ตั้งแต่ 50-1,600 ตารางเมตร สามารถเก็บกักน้ำได้ระดับสูง 1 เมตร บ่อควรมีเชิงลาดตามความเหมาะสม เพื่อป้องกันดินพังทลาย และมี ชานบ่อกว้าง 1-2 เมตร ถ้าเป็นบ่อเก่าก็ควรวิดน้ำและสาดเลนขึ้น ตกแต่งภายในบ่อให้ดินแน่น ใส่โล่ติ๊น กำจัดศัตรูของปลาอัตราส่วนใช้โล่ติ๊นแห้ง 1 กก./ปริมาตรของน้ำ 100 ลูกบาศก์เมตร โรยปูนขาวให้ทั่วบ่อ 1 กก./ พื้นที่บ่อ 10 ตรม. ใส่ปุ่ยคอกแห้ง 300 กก./ไร่ ตากบ่อทิ้งไว้ประมาณ 2-3 วัน จึงเปิดหรือสูบน้ำเข้าบ่อ ผ่านผ้ากรองหรือตะแกรงตาถี่ให้มีระดับสูงประมาณ 1 เมตร การใช้บ่อดินเพาะปลานิลจะมีประสิทธิภาพ ดีกว่าวิธีอื่น เพราะเป็นบ่อที่มีลักษณะคล้ายคลึงธรรมชาติ และการผลิตลูกปลานิลจากบ่อดินจะได้ผลผลิตสูง ต้นทุนต่ำกว่าวิธีอื่น
2. การคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์ การคัดเลือกพ่อแม่ปลานิล จากการสังเกตจากลักษณะภายนอกของปลาที่สมบูรณ์ปราศจากเชื้อโรคและบาดแผล สำหรับพ่อแม่ปลาที่พร้อมจะวางไข่นั้นสังเกตได้จากอวัยวะเพศถ้าเป็นปลาตัวเมีย จะมีสีชมพูแดงเรื่อ ส่วนปลาตัวผู้ก็สังเกตได้ จากสีของตัวปลาที่เข้มสดใสโดยเปรียบเทียบกับปลานิล ตัวผู้อื่น ๆ ที่จับขึ้นมา ขนาดของปลาตัวผู้และตัวเมียควรมีขนาดไล่เลี่ยกันคือมีความยาวตั้งแต่ 15-25 เซนติเมตร น้ำหนักตั้งแต่ 150-200 กรัม
3. อัตราส่วนที่ปล่อยพ่อแม่ปลาลงเพาะ ปริมาณพ่อแม่ปลาที่จะนำไปปล่อยในบ่อเพาะ 1 ตัว/4 ตารางเมตร หรือไร่ละ 400 ตัว ควรปล่อยในอัตราส่วนพ่อปลา 2 ตัว /แม่ปลา 3 ตัว เนื่องจากได้สังเกตจากพฤติกรรมในการผสมพันธุ์ของปลาชนิดนี้ ปลาตัวผู้มีสมรรถภาพที่จะผสมพันธุ์กับปลาตัวเมียอื่น ๆ ได้อีก ดังนั้น การเพิ่มอัตราส่วนของปลาตัวเมียให้มากขึ้นคาดว่าจะได้ลูกปลานิลเพิ่มขึ้น
4. การให้อาหารและปุ๋ยในย่อเพาะพันธุ์ การเลี้ยงปลานิลมีความจำเป็นที่จะต้องให้อาหารสมทบ หรืออาหารผสมได้แก่ ปลายข้าว สาหร่าย รำละเอียด ในอัตราส่วน 1:2:3 โดยให้อาหารดังกล่าวแก่พ่อแม่ปลานิลประมาณ 2% ของน้ำหนักตัว ทั้งนี้เพื่อให้ปลานิลใช้เป็นพลังงาน ซึ่งต้องใช้มากกว่าในช่วงการผสมพันธุ์ ส่วนปุ๋ยคอกแห้งก็ต้องใส่ในอัตราส่วนประมาณ 100-200 กก./ไร่/เดือน ทั้งนี้ เพื่อเพิ่มพูนอาหารธรรมชาติในบ่อ ได้แก่ พืชน้ำขนาดเล็ก ๆ ไรน้ำ และตัวอ่อน อันจะเป็นประโยชน์ต่อลูกปลานิลวัยอ่อนที่หลังจากถุงอาหารยุบตัวลง และจะต้องดำรงชีวิตอยู่ในบ่อเพาะดังกล่าวประมาณ 1 สัปดาห์ ก่อนที่จะย้ายไปเลี้ยงในบ่ออนุบาล ถ้าในบ่อขาดอาหารธรรมชาติดังกล่าว ผลผลิตลูกปลานิลจะได้น้อยเพราะขาดอาหารที่จำเป็นเบื้องต้น หลังจากถุงอาหารได้ยุบตัวลงใหม่ ๆ ก่อนที่ลูกปลานิลจะสามารถกินอาหารสมทบอื่น ๆ ได้ อาหารสมทบ ที่หาได้ง่ายคือ รำข้าว ผสมกับปลาป่น กากถั่ว และวิตามิน นอกจากนี้ แหนเป็ด และสาหร่าย หลายชนิดก็สามารถจะใช้เป็นอาหารเสริมแก่พ่อแม่ปลานิลได้เป็นอย่างดี
ขั้นตอนการเลี้ยงปลานิลในบ่อดิน
1. กำจัดวัชพืชและพันธุ์ไม้น้ำต่าง ๆ เช่น กก หญ้า ผักตบชวาให้หมดโดยนำมากองสุมไว้แห้ง แล้วนำมาใช้เป็นปุ๋ยหมักในขณะที่ปล่อยปลาลงเลี้ยง ถ้าในบ่อเก่ามีเลนมากจำเป็นต้องสาดเลนขึ้นโดยนำไปเสริมคัดดินที่ชำรุด หรือใช้เป็นปุ๋ยแก่พืช ผัก ผลไม้ พร้อมทั้งตกแต่งเชิงลาดและอัดดินให้แน่นด้วย
กำจัดศัตรูของปลานิล ได้แก่ ปลาจำพวกกินเนื้อ เช่น ปลาช่อน ปลาชะโด ปลาหมอ ปลาดุก นอกจากนี้ก็มีสัตว์จำพวก กบ เขียด งู เป็นต้น โดยวิธีระบายน้ำออกให้เหลือน้อยที่สุด การกำจัดศัตรูของปลาอาจใช้โล่ติ๊นสด หรือแห้ง ประมาณ 1 กิโลกรัม ปริมาณของน้ำในบ่อ 100 ลูกบาศก์เมตร คือทุบหรือบดโล่ติ๊นให้ละเอียด นำลงแช่น้ำประมาณ 1-2 ปี๊บ ขยำโล่ติ๊นเพื่อให้น้ำสีขาวออกมาหลาย ๆ ครั้งจนหมดนำไปสาดให้ทั่วบ่อ ศัตรูพวกปลาจะลอยหัวขึ้นมาภายหลังโล่ติ๊นประมาณ 30 นาที ใช้สวิงจับขึ้นมา ที่เหลือตายพื้นบ่อจะลอยในวันรุ่งขึ้น ส่วนศัตรูจำพวกกบเขียดงูจะหนีออกจากบ่อไป และก่อนปล่อยปลาลงเลี้ยง ควรจะทิ้งระยะไว้ประมาณ 7 วัน เพื่อให้ฤทธิ์ของโล่ติ๊นสลายตัวไปหมดเสียก่อน
2. การใส่ปุ๋ย โดยปกติแล้วอุปนิสัยในการกินอาหารของปลานิลจะกินอาหารจำพวกแพลงก์ตอนพืช และสัตว์ แหน สาหร่าย ฯลฯ ดังนั้น ในบ่อเลี้ยงปลาควรให้อาหารธรรมชาติดังกล่าวเกิดขึ้นอยู่เสมอ จึงจำเป็นต้องใส่ปุ๋ยลงไปเพื่อละลายเป็นธาตุอาหาร ซึ่งพืชน้ำขนาดเล็กจำเป็นใช้ในการปรุงอาหารและเจริญเติบโตโดยกระบวนการสังเคราะห์แสง ซึ่งเป็นโซ่อาหารอันดับต่อไป คือ แพลงก์ตอนสัตว์ ได้แก่ ไร่น้ำ และตัวอ่อนของแมลง ปุ๋ยที่ใช้ ได้แก่ มูลวัว ควาย หมู เป็ด ไก่ นอกจากปุ๋ย ที่ได้จากมูลสัตว์แล้วก็อาจใช้ปุ๋ยหมักจำพวกหญ้าและฟางข้าวปุ๋ยสดต่าง ๆ ได้เช่นเดียวกัน
อัตราส่วนการใส่ปุ๋ยคอกในระยะแรก ควรใส่ประมาณ 250-300 กก./ไร่/เดือน ส่วนในระยะหลัง ควรลดลงเพียงครึ่งหนึ่ง หรือสังเกตจากสีของน้ำในบ่อ ถ้ายังมีสีเขียวอ่อนแสดงว่ามีอาหารธรรมชาติ เพียงพอ ถ้าน้ำใส่ปราศจากอาหาร ธรรมชาติก็เพิ่มอัตราส่วนให้มากขึ้น และในกรณีที่หาปุ๋ยคอกไม่ได้ก็ อาจใช้ปุ๋ยวิทยาศาสตร์ สูตร 15 : 15 : 15 ใส่ประมาณ 5 กก./ไร่/เดือน ก็ได้ วิธีใส่ปุ๋ย ถ้าเป็นปุ๋ยคอกควรตาก บ่อให้แห้งเสียก่อน เพราะปุ๋ยสดจะทำให้น้ำมีแก๊สจำพวกแอมโมเนียละลายอยู่น้ำหนักมากเป็นอัตรายต่อ ปลา การใส่ปุ๋ยคอกใช้วิธีหว่านลงไปในบ่อให้ละลายน้ำทั่ว ๆ บ่อ ส่วนปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยสดนั้นควร กองสุมไว้ ตามมุมบ่อ 2-3 แห่ง โดยมีไม้ปักล้อมเป็นคอกรอบกองปุ๋ยเพื่อป้องกันมิให้ส่วนที่ยังไม่สลายตัว กระจัดกระจาย
3. อัตราปล่อยปลาเลี้ยงในบ่อดิน ขึ้นอยู่กับคุณภาพน้ำ อาหาร และการจัดการเป็นสำคัญ โดยทั่วไป จะปล่อยลูกปลาขนาด 3-5 ซม. ลงเลี้ยงในอัตรา 1-3 ตัว/ตารางเมตร หรือ 2,000 – 5,000 ตัว/ไร่
4. การให้อาหาร การใส่ปุ๋ยเป็นการให้อาหารแก่ปลานิลที่สำคัญมากวิธีหนึ่ง เพราะจะได้อาหารธรรมชาติ ที่มีโปรตีนสูงและราคาถูก แต่เพื่อเป็นการเร่งให้ปลาที่เลี้ยงเจริญเติบโตขึ้นหรือถูกต้องตามหลักวิชาการ จึงควรให้อาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรทเป็นอาหารสมทบด้วย เช่น รำ ปลายข้าว กากมะพร้าว มันสำปะหลัง หั่นต้ม ให้สุก และเศษเหลือของอาหารที่มีโปรตีนสูง เช่น กากถั่วเหลืองจากโรงทำเต้าหู้ กากถั่วลิสง อาหารผสมซึ่งมีปลาป่น รำข้าว ปลายข้าว มีจำนวนโปรตีนประมาณ 20% เศษอาหารที่เหลือจากโรงครัวหรือภัตตาคาร อาหารประเภทพืชผัก เช่น แหนเป็น สาหร่าย ผักตบชวาสับให้ละเอียด เป็นต้น อาหารสมทบเหล่านี้ควรเลือกชนิดที่มีราคาถูกและหาได้สะดวกส่วนปริมาณที่ให้ก็ไม่ควรเป็น 4% ของน้ำหนักปลาที่เลี้ยง หรือจะใช้วิธีสังเกตจากปลาที่ขึ้นมากินอาหารจากจุดที่ให้เป็นประจำ คือ ถ้ายังมีปลานิลออกันอยู่มากเพื่อรอกินอาหารก็เพิ่มจำนวนอาหารมากขึ้นตามลำดับทุก 1-2 สัปดาห์ ในการให้อาหารสมทบมีข้อพึงควรระวัง คือ ถ้าปลากินไม่หมด อาหารจมพื้นบ่อ หรือละลายน้ำมากก็ทำให้เกิดน้ำเน่าเสียเป็นอันตรายต่อปลาที่เลี้ยง และ/หรือต้องเพิ่มค่าใช้จ่ายในการสูบถ่าย เปลี่ยนน้ำบ่อย ๆ
การเจริญเติบโตและผลผลิต
ปลานิลเป็นปลาที่มีการเจริญเติบโตเร็ว เมื่อได้รับการเลี้ยงดูอย่างถูกต้องจะมีขนาดเฉลี่ย 500 กรัม ในเวลา 1 ปี ผลผลิตไม่น้อยกว่า 500 กก./ไร่/ปี ในกรณีที่เลี้ยงในกระชังที่คุณภาพน้ำดีมีอาหารสมทบอย่างสมบูรณ์ สามารถให้ผลผลิตไม่น้อยกว่า 5 กิโลกรัม/ลูกบาศก์เมตร
การจับจำหน่ายและการตลาด
ระยะเวลาการจับจำหน่าย ไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับขนาดของปลานิลและความต้องการของตลาด โดยทั่วไปเป็นปลานิลที่ปล่อยลงเลี้ยงในบ่อรุ่นเดียวกัน ก็จะใช้เวลาประมาณ 1 ปี จึงจะจับจำหน่าย เพราะปลานิลที่ได้จะมีน้ำหนักประมาณ 2-3 ตัวต่อกิโลกรัม ซึ่งเป็นขนาดที่ตลาดที่ต้องการส่วนปลานิล ที่ปล่อยลงเลี้ยงหลายรุ่นในบ่อเดียวกัน ระยะเวลาการจับจ่ายจำหน่ายก็ขึ้นอยู่กับราคาปลาและความต้อง การของผู้ซื้อการจับปลาทำได้ 2 วิธี ดังนี้
1. จับปลาแบบไม่วิดบ่อแห้ง จะใช้อวนตาห่างจับปลา เพราะจะได้ปลาที่มีขนาดใหญ่ตามที่ต้องการ การตีอวนจับปลากระทำโดยผู้จับจำหน่ายและยืนเรียงแถวหน้ากระดานโดยมีระยะห่างกันประมาณ 4.50 เมตร โดยอยู่ทางด้านหนึ่งของบ่อแล้วลากอวนไปยังอีกด้านหนึ่งของบ่อตามความยาวแล้วยกอวนขึ้น หลักจากนั้นก็นำสวิงตักปลาใส่เข่งเพื่อชั่งขาย ทำเช่นนี้เรื่อยไปจนได้ปริมาณตามที่ต้องการ ส่วนปลาเล็ก ก็คงปล่อยเลี้ยง
2. จับปลาแบบวิดบ่อแห้ง ก่อนทำการจับปลาจะต้องสูบน้ำออกจากบ่อให้เหลือน้อยแล้วจึงตีอวนจับปลาเช่นเดียวกับวิธีแรก จนกระทั่งปลาเหลือจำนวนน้อยจึงสูบน้ำออกจากบ่ออีกครั้งหนึ่ง และขณะเดียวกันก็ตีน้ำไล่ปลาให้ไปรวมกันอยู่ในร่องบ่อ ร่องบ่อนี้จะเป็นส่วนที่ลึกอยู่ด้านหนึ่งของบ่อเมื่อนำไปบ่อแห้ง ปลาก็จะมารวมกันอยู่ที่ร่องบ่อ และเกษตรกรผู้เลี้ยงปลาก็จับปลาขึ้นจำหน่ายต่อไป การจับปลาลักษณะนี้ส่วนใหญ่จำทำทุกปีในฤดูแล้ง เพื่อตากบ่อให้แห้งและเริ่มต้นเลี้ยงปลาในฤดูการผลิตต่อไป
ตลาดของปลานิลส่วนใหญ่ยังใช้บริโภคภายในต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม มีโรงงานห้องเย็นเริ่มรับซื้อ ปลานิล ปลานิลแดง เพื่อแปรรูปส่งออกจำหน่ายต่างประเทศ เช่น ประเทศสหรัฐอมริกา อิตาลี ฝรั่งเศส ออสเตรเลีย เป็นต้น โดยโรงงานจะรับซื้อ ปลาขนาด 400 กรัม ขึ้นไป เพื่อแช่แข็งส่งออกทั้งตัว และรับ ซื้อปลา ขนาด 100-400 กรัม เพื่อแล่เฉพาะเนื้อแช่แข็ง หรือนำไปแปรรูปเพื่อส่งออกต่อไป

วันแม่แห่งชาติ (12 สิงหาคม)

วันแม่แห่งชาติ (12 สิงหาคม)
 
วันแม่แห่งชาติ
ทุกวันที่ 12 สิงหาคม ของทุกปี

        วันแม่แห่งชาติ หรือที่คนไทยทั่วไปนิยมเรียกกันสั้น ๆ ว่า “วันแม่” ทุกคนรับทราบและซาบซึ้งกันดี เนื่องจากวันสำคัญนี้ตรงกับวันเฉลิมพระชนมพรรษาของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถคือ วันที่ 12 สิงหาคม อันเป็นวันคล้ายวันเสด็จพระราชสมภพและถือว่าเป็นวันแม่ของชาติด้วย

        แต่เดิมนั้น วันแม่ของชาติได้กำหนดเอาไว้วันที่ 15 เมษายนของทุก ๆ ปี ทั้งนี้เป็นไปตามมติของคณะรัฐมนตรีประกาศรับรอง เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2493 ซึ่งได้พิจารณาเห็นว่าการจัดงานวันแม่ของสำนักวัฒนธรรมฝ่ายหญิง สภาวัฒนธรรมแห่งชาติผู้รับมอบหมายให้จัดงาน วันแม่ มาตั้งแต่วันที่ 15 เมษายน พ.ศ.2493 เป็นครั้งแรกเป็นต้นมานั้นได้รับความสำเร็จด้วยดี ด้วยประชาชนให้การสนับสนุนจนสามารถขยายขอบข่ายของงานให้กว้างขวางออกไป มีการจัดพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนา การประกวดคำขวัญวันแม่ การประกวดแม่ของชาติ เพื่อให้เกียรติและตระหนักในความสำคัญของแม่ และเพื่อเพิ่มความสำคัญของวันแม่ให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป ด้วยเหตุนี้งานวันแม่จึงเป็นวันแม่ประจำปีของชาติตามประกาศของรัฐบาลฯพณฯ จอมพล ป.พิบูลสงคราม แต่โดยทั่วไปเรียกกันว่าวันแม่ของชาติ
        ต่อมาถึง พ.ศ.2519 ทางราชการได้เปลี่ยนใหม่ให้ถือเอาวันเสด็จพระราชสมภพของสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ คือ วันที่ 12 สิงหาคม เป็นวันแม่แห่งชาติ เริ่มในปี พ.ศ.2519 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน
        วันแม่แห่งชาติ เป็นวันที่ทางราชการกำหนดในวันที่ 12 สิงหาคม ของทุกปี และถือว่าเป็นวันสำคัญยิ่งของปวงชนชาวไทย โดยกำหนดให้ถือว่า “ดอกมะลิ” สีขาวบริสุทธิ์เป็นสัญลักษณ์ของความดีงามของแม่ผู้ให้กำเนิดแก่เรา

กิจกรรมต่าง ๆ ที่ควรปฏิบัติในวันแม่แห่งชาติ 

1.ประดับธงชาติตามอาคารบ้านเรือน
2. จัดกิจกรรมต่าง ๆ เกี่ยวกับวันแม่ เช่น การจัดนิทรรศการ
3.จัดกิจกรรมเกี่ยวกับการบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ ทำบุญใส่บาตรอุทิศส่วนกุศล เพื่อรำลึกถึงพระคุณของแม่
4.นำพวงมาลัยดอกมะลิไปกราบขอพรจากแม่

Hello world!

Welcome to WordPress.com. This is your first post. Edit or delete it and start blogging!